บทที่ 8 อุ้มท้อง 3
“ข้าป่วย...แต่ไม่ถึงกับตาย อีกอย่างมันแค่เปลือกหุ้มร่างกาย และหากคุณชายฟานมิชอบ ข้าจะกลับเสียเดี๋ยวนี้”
ไป๋ลู่เถียนไม่ได้กล่าวเล่น ๆ น้ำเสียงกับท่าทีของนางแสดงให้รู้ว่าพร้อมจากไปเสมอ
ยามนั้นอี้ฟานแยกเขี้ยวคม ๆ และฝืนใจก้าวเข้ามาใกล้ไป๋ลู่เถียน ท่าทางของเขาบอกให้รู้ว่าพยายามเหลือเกินที่จะใช้ความหล่อเหลาของตนมัดใจนาง ถึงอย่างนั้น ผู้ชายแสนร้ายและเลือดเย็น ก็ยังไม่กล้าทำอย่างที่ใจนึก ด้วยปกติมือไม้ของเขาไวอย่างกับลิง แต่ยามนี้กลับทำได้แต่เก้ ๆ กัง ๆ จะเอื้อมมากอด มาบีบนวลเนื้อนิ่มก็หาได้กล้ากระทำไม่
เมื่อเป็นเช่นนั้น นางร้ายผู้นี้ ย่อมต้องยอมเปลืองเนื้อเปลืองตัวเสียหน่อย ด้วยนางใช่ว่าจะมีเวลามากมาย เสร็จจากเรื่องของอี้ฟาน นางก็ต้องหาทางพบกับเหล่าตัวเอกของเรื่อง ทั้งเฉินมี่ เจิ้งเสี่ยวหยวนและตงเร่อ
“อ๊ะ...อุ๊ย...ทำไม ข้ารู้สึกหน้ามืด และหายใจไม่ออกเช่นนี้”
ไป๋ลู่เถียนแสร้งเซเสียหลัก แล้วมือเรียวสวยก็เกาะแขนชายหนุ่ม บีบต้นแขนกำยำเขาพอให้อีกฝ่าย รู้สึกถึงความเร่าร้อนระหว่างชายหญิง
อี้ฟานหน้าแดงระเรื่อ เพราะส่วนที่เก็บเรียบร้อยในกางเกงค่อย ๆ พองขยาย เมื่อไป๋ลู่เถียนหมุนตัวเล็กน้อย นางก็รับรู้ได้ว่าขาที่สามของเขาสัมผัสกับบั้นท้ายงอนหนั่นแน่น!
“แม่นางเถียน... เจ้าไม่สบายหรอกหรือ”
ถึงอี้ฟานจะเป็นชายนิสัยแย่ อารมณ์ร้าย ทว่าพอเห็นไป๋ลู่เถียนแสดงสมบทบาทว่าไร้เรี่ยวแรง เขาจึงไม่อาจเพิกเฉย ซึ่งอีกฝ่ายเป็นชายสูงเพรียว ไม่ล่ำสัน แต่มีกล้ามเนื้อสมตัว และที่สำคัญแม้เขาจะเป็นตัวร้าย หากเป็นชายที่หล่อเหลาที่สุดในนิยายเรื่องนี้!
“ที่นี่แดดแรง พักข้างในกันเถิด” นางเชิญชวนเขา พร้อมบีบท่อนแขนกำยำ บีบแล้วปล่อย แสดงอย่างแนบเนียนเหมือนคนกำลังเพ้อ และต้องการความช่วยเหลือจากบุรุษผู้นี้
“ชายหญิงไฉนจะอยู่กันเพียงลำพังได้” เขาถามน้ำเสียงแจ้งชัดว่ากำลังประหม่า ทั้งออกตัวว่าไม่อยากใกล้ชิดนางจนเกินไป
ซึ่งนางอยากหัวร่อนัก ยามนี้อี้ฟานยังคิดว่า ตนเป็นสุภาพบุรุษอีกหรือ อีกอย่าง เขาแค่มองนางที่เปลือกนอก นั่นเป็นเพราะนางมีผิวด่างขาว หากเป็นหญิงงามและสกุลสูงศักดิ์ อี้ฟานย่อมต้องรวบหัวรวบหางนางโดยเร็ว นอกจากนั้นการที่เขาหายไปในวันนัดพบกันที่หอเซียนเมารักนางรู้ว่า เขาได้จ้างสำนักข่าวสืบข้อมูลของไป๋ลู่เถียน กระทั่งมั่นใจว่านางมิใช่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้า อีกทั้งมีทรัพย์สมบัติมากพอจะทำให้อี้ฟานพลิกชะตาชีวิตอันบัดซบในยามนี้ของตนได้ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้เหอชิงนัดนางมายังสถานที่ห่างไกลผู้คน หนึ่งก็เพื่อตกลงเรื่องสำคัญ สองคือกักตัวนางไว้สักระยะหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผู้ใดพบและไม่ให้นางส่งข่าวถึงเจิ้งเสี่ยวหยวน เพราะเขาล่วงรู้ว่านางมาเมืองหลวงเพื่อทวงสัญญาหมั้นหมายกับบุรุษผู้นั้น
“ขะ… ข้า เหมือนจะเป็นลมจริง ๆ หน้ามืด แล้วยังอ่อนเพลีย” หญิงสาวย้ำอีกหน
อี้ฟานถอนหายใจแรง ๆ ท่าทางเขาแปลก รังเกียจนางหรือ อาจเป็นไปได้ ทว่าหากคิดอีกมุม ดูเหมือนเขากำลังหักห้ามใจตน ด้วยอี้ฟานในชาติภพก่อน คือชายที่ลุ่มหลงนางร้ายอย่างไป๋ลู่เถียน และแย่งชิงนางมาจากเจิ้งเสี่ยวหยวน แล้วย่ำยีนาง ทำร้ายจิตใจจนเหมือนคนตายทั้งเป็น!
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าเป็นลมแดดอยู่เช่นนี้เถิด แล้วท่านจะไม่ได้รับสิ่งใดจากข้าเลย” นางเอ่ยน้ำเสียงสะบัด
อี้ฟานฉุนเล็กน้อย กระนั้นก็แข็งใจยอมอุ้มนางแนบอก พาเข้าไปในเรือนหลังเล็ก
ยามนั้นเสมือนสวรรค์เป็นใจเหลือเกิน เมื่อเข้ามาด้านในได้ เกิดเสียงลมกระโชกก่อนจะตามด้วยเสียงฟ้าร้อง
มินานสายฝนก็โปรยปรายลงมา อากาศข้างนอกชื้น ส่วนด้านในค่อนข้างเย็น อี้ฟานจึงจุดเทียนไข ก่อไฟกลางห้องโถงแล้วต้มน้ำอุ่นเตรียมชงชาให้หญิงสาว
ภาพที่อี้ฟานขยับร่างกาย ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่คล่องแคล่ว กลับทำให้หัวใจของไป๋ลู่เถียนสั่นคลอน
ด้วยความทรงจำเก่าก่อน เขาคือผีพนัน คนใจทราม และมักจะระบายอารมณ์กับนางอย่างหยาบคาย ยิ่งกว่านั้นยังปล่อยให้นางต้องรับมือฮูหยินหม้ายปัน รวมถึงอนุของเขาที่ผู้ใหญ่ส่งมารับใช้ ฝ่ายไป๋ลู่เถียนก็เป็นสตรีที่หัวใจแหลกสลาย ด้วยนางโง่งม รักปักใจต่อเจิ้งเสี่ยวหยวนไม่เปลี่ยน...จวบจนสุดท้ายที่สิ้นลมหายใจในชาติภพก่อน
“หากไม่ไหวก็อย่าฝืน นั่งพักสักหน่อย...”
น้ำเสียงอี้ฟานปรับให้นุ่มน่าฟังและคอยชำเลืองมองนางเป็นระยะ ซึ่งไม่รู้ด้วยเหตุใด ภายในห้องที่ดูเหมือนจะเย็นกลับค่อย ๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้น หรือเป็นได้ว่า สายตาคม ๆ ทอแสงอ่อนโยนถึงนาง รวมถึงรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากบางสีสด
